รับความจริง!โซลชาเผยตอนนี้แมนยูยังเทียบ2ทีมคู่อริไม่ได้

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด ระบุ ตอนนี้ "ปีศาจแดง" ยังเทียบกับ ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้ พร้อมย้ำ ต่อให้ได้ผลการแข่งขันที่ดีในเกมกับ เลสเตอร์ แต่ทีมของตนก็ไม่ควรตายใจเด็ดขาด

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยอมรับว่าทีมของตนยังห่างชั้นจาก ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่เยอะพอตัว

    แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แพ้ในลีก 13 นัดติดต่อกันแล้ว โดยครั้งสุดท้ายที่พวกเขาพบกับความปราชัยต้องย้อนไปถึงเกมที่พ่าย เบิร์นลี่ย์ 0-2 เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งมันก็ทำให้บางคนมองว่าซีซั่นหน้าพวกเขาอาจจะมีลุ้นเบียดแย่งแชมป์กับ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้สูสีขึ้น

    โซลชา เผยว่า "เรายังไม่อยู่ในจุดที่ต้องการไม่ว่าจะในด้านไหนก็ตาม เรายังเหลือเกมให้เล่นอีก 1 นัดในการแสดงให้เห็นว่าเราเป็นทีมที่ดีขึ้นแล้ว ถ้าเราได้ผลการแข่งขันที่ดีในเกมกับ เลสเตอร์ แล้วล่ะก็ ผมก็คิดว่าหลายคนคงจะบอกว่านี่เป็นการเดินทางที่ดี แต่ผมขอย้ำอีกครั้งว่านี่ยังไม่ใช่ตอนจบในการเดินทางของเรา ถ้าคุณไปถึงจุดที่ต้องการได้มันก็ไม่ใช่ว่าคุณจะผ่อนคลายได้ คุณต้องเดินหน้าอีกครั้งและไล่ล่าเป้าหมายต่อไปให้ได้ เรารู้ดีว่าตอนนี้มี 2 ทีมที่อยู่เหนือเรา ดังนั้นเราก็ต้องยกระดับขึ้นให้ดีกว่าเดิมอีก"

7 แข้งเตรียมตบเท้าตาม อเล็กซิส ซานเชซ อำลา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาโม่เกือกในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง และแน่นอนว่าพวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการถ่ายเลือดใหม่ เพื่อโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทั้งในพรีเมียร์ลีก และโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" ฉะนั้นการขายและการเสริมทัพเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชาย นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการสร้างความแข็งแกร่งในเชิงลึกให้กับขุมกำลังของทีม และต้องการที่จะนำทีมกลับมาอยู่ในระดับท็อปของวงการฟุตบอลสโมสรยุโรป ดังนั้น "ปีศาจแดง" จำเป็นต้องพร้อมในทุกๆ ตำแหน่ง

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาพร้อมที่จะทุ่มเงินในช่วงซัมเมอร์นี้เพื่อหากผู้เล่นคุณภาพดีมาร่วมทีม และการทำแบบนั้นหมายความว่านักเตะบางคนที่อยู่ในทีมจำเป็นต้องถูกขายทิ้งไป อย่างในกรณีของ อเล็กซิส ซานเชซ ที่ทำผลงานได้ดีในการเล่นแบบยืมตัวกับ อินเตอร์ มิลาน และมีแววจะได้ย้ายไปอยู่กับทัพ "งูใหญ่" ถาวร

    นอกจาก หัวหอกทีมชาติชิลี ที่เตรียมเก็บข้าวของออกจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แล้ว ยังมีแข้ง "ผีแดง" อีกอย่างน้อย 7 รายที่พร้อมออกไปหาโอกาสใหม่ให้กับตัวเอง

คริส สมอลลิ่ง

กรณีของ คริส สมอลลิ่ง ก็เหมือนกับ ซานเชซ เพราะนักเตะถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวที่ประเทศอิตาลี และเขาก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในการคุมแนวรับให้กับ "หมาป่าเหลืองแดง" โรม่า ทำให้ตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงที่เขาอาจจะเลือกอยู่หม่ำพิซซ่าที่ดินแดนรองเท้าบูทแบบถาวร

    ผลงานของ สมอลลิ่ง ต้องบอกว่าดีเกินคาด เพราะช่วยทำให้เกมรับของ "จัลโล่รอสซี่" เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น และด้วยเหตุนี้ทำให้ โรม่า แสดงความต้องการที่จะเก็บเขาเอาไว้กับทีมแบบถาวร อย่างไรก็ตามการจะได้ เซนเตอร์แบ็กชาวอังกฤษ รายนี้มาร่วมทัพคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

    เนื่องจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หวังที่จะได้ค่าตัวของนักเตะให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะสโมสรไม่ต้องการ สมอลลิ่ง อีกแล้ว เนื่องจากตอนนี้คู่เซนเตอร์แบ็กอย่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำผลงานได้อย่างสุดยอด ขณะเดียวกัน อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ก็มีอนาคตกับทีม

    ฉะนั้นคงยากที่จะเห็น สมอลลิ่ง กลับมาทวงตำแหน่งคืนได้ และการย้ายทีมแบบถาวรน่าจะสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสโมสรกับนักเตะ

อันเดรียส เปเรยร่า

ต้องยอมรับว่าตอนนี้ อันเดรียส เปเรยร่า แทบจะหมดอนาคตใน "โรงละครแห่งความฝัน" หลังจากการมาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับทัพ "ปีศาจแดง" นับตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

    แฟร์นันด์ส สร้างผลงานดีมีคุณภาพกับทัพ "เร้ด เดวิลส์" เพราะการมาของเขาช่วยยกระดับฟอร์มการเล่นของทีมอย่างเห็นได้ชัด และแน่นอนว่าหนึ่งในการที่ทีมติดอันดับ 3 ของตารางคว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็มาจากความสุดยอดของดาวเตะเลือดฝอยทอง

    ที่สำคัญ แฟร์นันด์ส ยังเล่นเข้าขากับ ปอล ป็อกบา ซึ่งหายเจ็บกลับมาช่วยทีมในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่นนี้ ทำให้ตอนนี้ทั้งสองคนถือเป็นผู้เล่นแห่งอนาคตในการปั้นเกมบุกให้กับ "ปีศาจแดง" ฉะนั้นคงเป็นเรื่องยากที่ เปเรยร่า จะสอดแทรกระหว่างสองคนนี้

    ด้วยข้อจำกัดในเรื่องโอกาสลงสนาม นั่นทำให้ เปเรยร่า จำเป็นต้องที่จะต้องมองหาโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องกับสโมสรอื่นดีกว่าที่จะถูกจับดองในซุ้มม้านั่งสำรอง

มาร์กอส โรโฮ

ซานเชซ กับ สมอลลิ่ง ไม่ใช่สองนักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้นที่ถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัว โดย มาร์กอส โรโฮ กองหลังชาวอาร์เจนไตน์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกส่งไปเล่นกับ เอสตูเดียนเตส สโมสรในลีกบ้านเกิด และดูเหมือนนักเตะจะอยู่โยงกับที่นั่นซะด้วย

    หากมองจากความเป็นจริง กองหลังเลือดฟ้าขาว แทบไม่เหลืออนาคตใน "เธียเตอร์ ออฟ ดรีม" แล้ว เพราะนักเตะไม่ได้มีชื่ออยู่ในแผนการทำทีมของ โซลชา ที่สำคัญกรณีของเขาก็เหมือนกับ สมอลลิ่ง เพราะที่ว่างในแผงหลังของ "ผีแดง" ไม่มีให้เขาอีกต่อไป

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โรโฮ ไม่ใช่นักเตะแห่งอนาคตของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะทีมไม่สนใจที่จะขยายสัญญากับเขา ฉะนั้นนี่คงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า "เร้ด เดวิลส์" ไม่ต้องการให้เขาอยู่กับสโมสรอีกต่อไป

ดีโอโก้ ดาโลต์

 สำหรับ ดีโอโก้ ดาโลต์ ถือเป็นนักเตะที่ โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตกุนซือแมนฯ ยูไนเต็ด ชื่นชอบมากๆ และเป็นคนที่ดึงนักเตะมาเสริมแกร่ง อย่างไรก็ตามเจ้าตัวแทบไม่ค่อยได้ลงสนามเพราะดันมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บบ่อยๆ ทำให้เขาต้องพลาดโอกาสในการพัฒนาฝีเท้า

    ที่สำคัญในยุค "น้าลูกอม" กุมบังเหียน ดาโลต์ แทบไม่ได้โผล่ลงสนามด้วยซ้ำ เพราะกุนซือเบบี้เฟซ ชื่นชอบ  ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ กองหลังดาวรุ่ง และมักจะให้โอกาสได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงท้ายซีซั่น ทำให้ ดาโลต์ ได้แต่มองตาปริบๆ

    ที่สำคัญยังมีรายงานออกมาอย่างต่อเนื่องว่า โซลชา ตั้งเป้าที่จะเสริมทัพในตำแหน่งฟลูแบ็กซะด้วย นั่นยิ่งเป็นเรื่องยากลำบากที่ ดาโลต์ จะสอดแทรกเข้ามาอยู่ในทีมชุดใหญ่ของสโมสร ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดของนักเตะก็คือการออกไปหาโอกาสใหม่กับทีมอื่น ขณะเดียวกันการขายเขาออกไปยังช่วยให้ทีมมีเงินทุนในการซื้อแข้งใหม่ด้วย

ฟิล โจนส์

สำหรับฟิล โจนส์ เป็นหนึ่งในนักเตะที่อยู่รับใช้สโมสรมายาวนานที่สุดในชุดปัจจุบัน แต่ด้วยผลงานของเขาในช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเวลาของเขากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใกล้จะถึงวันหมดอายุซะแล้ว เพราะผลงานในช่วงที่ผ่านมา ไม่ถูกจริตสาวก "เร้ด อาร์มี่" และ โซลชา ด้วย

    กองหลังชาวอังกฤษ แทบไม่ได้ลงสนามในฤดูกาลนี้ และตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าหากอยากจะมีอนาคตในการเล่นฟุตบอล คงจำเป็นต้องออกไปหาโอกาสกับทีมอื่นๆ เพราะตอนนี้นักเตะแทบจะโดนเมินจาก โซลชา ที่สำคัญหากสโมสรซื้อเซนเตอร์แบ็กคนใหม่เข้ามาร่วมทีม งานนี้ โจนส์ รู้ทันทีว่าคงไม่มีที่ว่างสำหรับเขาอีกแล้ว

    หากในกรณีที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขาย โจนส์ ไปจริงๆ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรเลย เนื่องจากพวกเขามี อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ที่สามารถทำหน้าที่กองหลังแทน โจนส์ ได้สบายๆ ฉะนั้นสถานการณ์ของเขาในเวลานี้ก็คือการอำลาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังอยู่กับทีมมานาน 9 ปี     

เซร์คิโอ โรเมโร่

ทุกๆ สายตากำลังจับจ้องตำแหน่งผู้รักษาประตูของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพราะสถานการณ์ของ ดาบิด เด เคอา ในเวลานี้ไม่ค่อยโสภาสถาพร เนื่องจากความผิดพลาดของเขาทำให้มือ 1 ที่เคยครอบครองเอาไว้เป็นการถาวร เริ่มค่อยๆ สั่นคลอนขึ้นเรื่อยๆ

    ในช่วงซัมเมอร์นี้ ดีน เฮนเดอร์สัน โกลฟอร์มหนึบ กลับมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นเขาคือผู้ท้าชิงอันดับ 1 ในการแย่งเบอร์ 1 จาก เด เคอา ส่วน เซร์คิโอ โรเมโร่ ที่มักจะโดนมองข้ามเป็นประจำ คงถึงเวลาที่จะต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ ของตัวเองได้แล้ว

    โรเมโร่ ถูกยกย่องว่าเป็นยางอะไหล่ชั้นดี และมักจะได้ลงเล่นตัวจริงในเกมฟุตบอลถ้วย แต่แมตช์ล่าสุด โซลชา เลือกดร็อปเขาและให้โอกาส เด เคอา ทำหน้าที่สำคัญ ซึ่ง โกลชาวสแปนิช ก็ดันเล่นผิดพลาดส่งผลให้ทีมต้องร่วงตกรอบรองชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ

    แม้ว่ามีหลายเสียงเรียกร้องให้โอกาสโรเมโร่ ได้ลงเล่นตัวจริง แต่สุดท้าย "น้าลูกอม" ยังเชื่อใจ เด เคอา เหมือนเดิม ขณะเดียวกันการที่ เฮนเดอร์สัน กลับมาสู่ต้นสังกัดแม่แล้ว งานนี้คงเป็นเรื่องยากที่จะเห็น โรเมโร่ ได้ผุดได้เกิด ฉะนั้นคงถึงเวลาแล้วที่เขาต้องอำลาทีม

เจสซี่ ลินการ์ด

แม้ว่า เจสซี่ ลินการ์ด จะยิงประตูในเกมสุดท้ายของศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ก็ตาม และหลายคนมองว่าสิ่งนี้จะช่วยให้เขาได้อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่อไป แต่มีรายงานออกมาเป็นระลอกว่าสโมสรอาจจะต้องขายเขา เพื่อระดมทุนในการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้

    "ปีศาจแดง" จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินค่อนข้างสูงในการเสริมทัพ เพราะนักเตะที่พวกเขาเล็งเอาไว้อย่าง เจดอน ซานโช ปีกจอมพลิ้ว "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ แจ็ค กรีลิช กองกลางกัปตันทีม "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า มีค่าตัวไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

    ฉะนั้นทีมจำเป็นต้องขายนักเตะออกไป ที่สำคัญหากสโมสรได้ผู้เล่นทั้งสองคนมาร่วมทีมจริงๆ แน่นอนว่าโอกาสของ ลินการ์ด ที่จะได้ลงสนามยิ่งแทบไม่มี ด้วยเหตุนี้การย้ายทีมน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย ที่สำคัญด้วยสถานการณ์ทั้งในและนอกสนามของเขาไม่ค่อยดีนัก การเปลี่ยนบรรยากาศชีวิตอาจจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

 

เฮนเดอร์สันชี้1แข้งลิเวอร์พูลได้เครดิตน้อยเกิน

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มิดฟิลด์ ลิเวอร์พูล ระบุ ในขุมกำลังชุดปัจจุบันของ ลิเวอร์พูล นั้น คนที่ได้รับคำชมน้อยเกินไปคือ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม พร้อมบอกว่าตนชอบ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ สุดๆ

    จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีม ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019-20 กล่าวว่า จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม กองกลางเพื่อนร่วมทีมเป็นคนที่ได้รับเครดิตน้อยกว่าความเป็นจริงในทีมชุดนี้

    "หงส์แดง" ชุดปัจจุบันเล่นได้เก่งจนถึงขั้นการันตีแชมป์ลีกได้ตั้งแต่ตอนที่ยังเหลือเกมให้เล่นอีก 7 นัด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนที่ได้รับคำชมจะเป็น ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, เฮนเดอร์สัน, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ อลีสซง เบ็คเกอร์

    อดีตมิดฟิลด์ ซันเดอร์แลนด์ ให้สัมภาษณ์กับ ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อท้องถิ่นของเมืองผู้ดีว่า "ผมเป็นแฟนตัวยงของ จินี่ ผมรู้สึกว่าเขาได้รับเครดิตน้อยไปนิดๆ จริงอยู่ว่าแฟนบอล ลิเวอร์พูล อาจจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ว่า แต่ผมรู้สึกว่าคนภายนอกมองข้ามเขาไปนิดหน่อย ในฐานะนักเตะแล้วนั้นเขาทำทุกอย่าง เขาทำได้ทั้งรับและรุก แถมยังทำประตูได้ด้วย เขาเก็บบอลเอาไว้ได้ดีและแทบจะไม่เสียบอลเลย สำหรับผมแล้วเขาเป็นคนที่เล่นได้โดดเด่นอย่างแท้จริง เขามีความคงเส้นคงวามากๆ"

    เฮนเดอร์สัน เสริมว่าตนชอบ ฟีร์มีโน่ มากๆ ด้วย "ผมชอบ บ็อบบี้ เขาเป็นหนึ่งในนักเตะคนโปรดของผม เขาทำงานได้ยอดเยี่ยมมากๆ ผมชอบทุกอย่างเกี่ยวกับเขา เขาเป็นนักเตะที่สำคัญมากๆ ของทีมชุดนี้ และหลายอย่างที่เขาทำมันก็โดนคนมองข้ามไป เขาเป็นอีก 1 นักเตะระดับโลกที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ และเป็นอีกคนที่สร้างผลกระทบให้ทีมได้เป็นอย่างมากนับตั้งแต่ที่มาจาก เยอรมนี"

กรีนวู้ดซัดกู้ชีพ! แมนยูแค่เจ๊าขุนค้อน แซงสิงห์ขึ้นที่3ชี้ชะตาท็อปโฟร์นัดสุดท้าย

"ปีศาจแดง" ทำได้แค่เสมอกับ เวสต์แฮม 1-1 ปอล ป็อกบา ทำเสียจุดโทษก่อนที่ มิคาอิล อันโตนิโอ จะซัดขึ้นนำ กระนั้นครึ่งหลัง เมสัน กรีนวู้ด มาซัดไล่เจ๊าก่อนจบด้วยการแบ่งแต้ม ส่งให้ แมนฯยูไนเต็ด มีเพิ่มเป็น 63 คะแนนเท่ากับ เชลซี แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้แซงขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ชั่วคราว ซึ่งนัดสุดท้ายต้องไปชี้ชะตาลุ้นท็อปโฟร์กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 37 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เพิ่งจะพาทีมพ่าย เชลซี ในรอบตัดเชือก เอฟเอ คัพ 1-3 ทำให้เสียสถิติไม่แพ้ทีมใดทุกรายการ 19 นัด เกมนี้กลับมาเฝ้ารังรับมือ เวสต์แฮม ที่รอดตกชั้นแล้ว ซึ่งหากเกมนี้ "ปีศาจแดง" ไม่แพ้จะแซงขึ้นอันดับ 3 ก่อนหน้า "สิงห์บลูส์" ที่มีคิวไปเยือนแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล

    เกมนี้ แมนฯยูไนเต็ด กลับมาใช้ผู้เล่นที่ดีที่สุด นำโดย เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ขณะที่ "ขุนค้อน" ของ เดวิด มอยส์ ยึด11แข้งชุดเก่งจากเกมล่าสุดที่ชนะ วัตฟอร์ด 3-1 นำโดย มิคาอิล อันโตนิโอ เป็นหน้าเป้าและให้  จาร์ร็อด โบเว่น, มาร์ค โนเบิล และ ปาโบล ฟอร์นัลส์ ปั้นเกมรุกสนับสนุน

    เปิดฉากมาไม่ถึง 3 นาที "ผีแดง" ทักทายก่อนเลยหลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ส จ่ายบอลทะลุให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หลุดเข้าไปซัดด้วยขวามุมแคบบอลพุ่งไปติดเซฟ ลูคัส ฟาเบียนสกี้

    ถัดมาไม่ถึงนาที บรูโน่ แฟร์นันด์ส ได้จ่ายอีกหนคราวนี้ให้ เมสัน กรีนวู้ด ที่วิ่งสอดขึ้นหน้าก่อนจะอัดด้วยซ้ายไปเสาไกลแต่บอลเบา ฟาเบียนสกี้ พุ่งรับไว้ได้

    แม้ทีมเยือนจะเริ่มตั้งเกมได้ แต่ "ปีศาจแดง" ยังครองเกมได้เหนือกว่า นาที 18 ได้โอกาสลุ้นอีกครั้ง เนมานย่า มาติช ไหลบอลให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ได้กดนอกกรอบเต็มแรงแต่บอลพุ่งหลุดกรอบออกไป

    นาที 31 "ขุนค้อน" ได้ลุ้นเป็นหนแรกของเกมหลัง มาร์ค โนเบิล เล่นสั้นที่มุมธงให้ จาร์ร็อด โบเว่น ตักบอลเข้ากลางมาให้ อันเจโล อ็อกบอนน่า เทกตัวโขกหลุดเสาไกลออกไป

    นาที 37 เป็นโอกาสของ มาร์คัส แรชฟอร์ด บ้างคราวนี้ตั้งป้อมตะบันไกลกว่า 30 หลา บอลพุ่งแรงจนลูคัส ฟาเบียนสกี้ ต้องทุบออกไป ถัดมาไม่ถึงนาทีผีแดงเกือบขึ้นนำอีก แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ครอสมาเสาสองให้ ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ วิ่งมาวอลเลย์ด้วยขวาแต่บอลโดนไม่เต็มปลิ้นหลุดกรอบออกไป

    เจ้าบ้านยังบุกอย่างต่อเนื่อง นาที 39 ไอ้หนูวิลเลี่ยมส์ได้หลุดถึงเส้นหลังก่อนจะล็อคหนี จาร์ร็อด โบเว่น อย่างใจเย็นแล้วปาดเข้ากลางให้  เมสัน กรีนวู้ด หวดด้วยซ้ายหน้ากรอบไม่ถึง 12 หลาบอลพุ่งไปติดบล็อค อันเจโล อ็อกบอนน่า อย่างน่าเสียดาย

    นาที 45 ทีมเยือนมาได้ลุ้นจากฟรีคิก  อารอน เครสส์เวลล์ ยิงเต็มแรงไปติดตัวป็อกบาแต่ VAR ส่งสัญญาณ พอล เทียร์นี่ย์ ผู้ตัดสินว่าจังหวะที่ ป็อกบา ยกมือมาบังบอลกลายเป็นแฮนด์บอล ก่อนที่ผู้ตัดสินจะชี้เป็นจุดโทษให้ "ขุนค้อน" และเป็น มิคาอิล อันโตนิโอ ยิงเข้าไปไม่พลาดให้ เวสต์แฮม บุกมาขึ้นนำ 1-0 ในนาที 45+2

    จบครึ่งแรก แมนฯยูไนเต็ด ตามหลัง เวสต์แฮม 0-1

    ครึ่งหลัง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แก้เกมทันทีเลยด้วยการส่ง อารอน วาน-บิสซาก้า ลงไปเล่นแบ็กขวาแทน ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์

    นาที 51 "ผีแดง" มาทวงประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ จากจังหวะการประสานงานอันยอดเยี่ยมของ มาร์กซิยาล ที่จ่ายบอลสุดเนียนให้ เมสัน กรีนวู้ด ได้บอลก่อนซัดเร็วด้วยซ้ายเสาแรกส่งบอลซุกก้นตาข่ายเข้าไปอย่างเด็ดขาด เป็นประตูที่ 10 ในลีกของดาวยิงวัย 18 ปี

    นาที 62 ขุนค้อน ตอบโต้ขึ้นมาเกือบแซงขึ้นนำอีกครั้ง มาร์ค โนเบิล ป้ายบอลออกขวาให้ จาร์ร็อด โบเว่น กระชากเข้าไปซัดเต็มข้อบอลแฉลบ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ก่อนที่ ดาบิด เด เคอา จะซูเปอร์เซฟปัดบอลข้ามคานออกไป

    นาที 75 เดวิด มอยส์ ต้องเปลี่ยนเอา อาร์ตูร์ มาซูอากู ลงไปเล่นแทน อารอน เครสส์เวลล์ ที่บาดเจ็บ ก่อนในนาที 78 จะส่ง เซบาสเตียง อัลแลร์ ลงไปเล่นแทน มิคาอิล อันโตนิโอ

    นาที 85 "ผีแดง" ส่ง โอเดียน อิกาโล่ ลงมาเล่นแทน มาร์คัส แรชฟอร์ด และแค่สัมพัสแรกเกือบพังประตูให้ทีมขึ้นนำหลัง เมสัน กรีนวู้ด ครอสมาเสาแรกมาให้ หัวหอกชาวไนจีเรียซัดด้วยขวาหลุดกรอบไป

    ช่วงท้ายเกม เจ้าบ้านกดดันอย่างหนักเพื่อเอาประตูชัย แต่ทัพขุนค้อนยังช่วยกันได้ดีจนจบการแข่งขันเป็นอันว่า แมนฯยูไนเต็ด ทำได้แค่ไล่ตีเสมอ เวสต์แฮม 1-1 แบ่งแต้มกันไป "ปีศาจแดง" มีเพิ่มเป็น 63 คะแนนเท่ากับ เชลซี แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้แซงขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ชั่วคราว ส่วน "ขุนค้อน" รั้งอันดับ 15 มี 38 แต้ม

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ (อารอน วาน-บิสซาก้า น.46), วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกว์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช – เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด (โอเดียน อิกาโล่ น.85) – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

        ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

        เวสต์แฮม (4-2-3-1-) : ลูคัส ฟาเบียนสกี้ – เบน จอห์นสัน, อิสซ่า ดิย็อป, อันเจโล อ็อกบอนน่า, อารอน เครสส์เวลล์ (อาร์ตูร์ มาซูอากู น.75) – เดแคลน ไรซ์, โทมัส ซูเช็ค – จาร์ร็อด โบเว่น (อังเดร ยาร์โมเลนโก้ น.90+1), มาร์ค โนเบิล, ปาโบล ฟอร์นัลส์ – มิคาอิล อันโตนิโอ (เซบาสเตียง อัลแลร์ น.78)

ชาลาโนกลูฟรีคิกเด็ด! มิลานแม้เจ๊าอตาลันต้า ยืดสถิติไร้พ่ายนับแต่รีสตาร์ท

 เอซี มิลาน ฟอร์มยังยอดเยี่ยมนับจากกลับมารีสตาร์ทลีกหลังยังไม่แพ้ทีมใดแม้จะเปิดบ้านทำได้แค่เสมอกับ อตาลันต้า 1-1 ในศึกฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี นัดที่ 36 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

สนาม : ซาน ซีโร่ (มิลาน)

    ศึกฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา นัดที่ 36 เอซี มิลาน ที่ฟอร์มยอดเยี่ยมเหลือเกินนับจากรีสตาร์ทกลับมายังไร้พ่าย แถม 9 นัดในลีกชนะถึง 7 แมตช์ด้วยกัน เกมนี้กลับมาเล่นในบ้านรับมือ อตาลันต้า รองจ่าฝูงที่ผลงานดีเยี่ยมไม่แพ้กัน

    ครึ่งแรก เกมเริ่มมาได้แค่ 14 นาที "ปีศาจแดงดำ" ทะยานออกนำ 1-0 ทันที จากความสุดยอดของ ฮาคาน ชาลาโนกลู ที่ปั่นฟรีคิกทางด้านซ้ายเยื้องมุมธง บอลข้ามกำแพงหนีมือ ปิแอร์ลุยจิ โกลลินี่ เสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างเหนือชั้น เป็นประตูที่ 8 ในลีก ของเพลย์เมกเกอร์ชาวตุรกี

    นาที 22 รุสลัน มาลินอฟสกี้ เรียกจุดโทษให้ทีมได้หลังโดน ลูกัส บีย่า ทำฟาวล์ในเขตโทษ ผู้ตัดสินหลังเช็กกับ VAR แล้วยืนยันให้จุดโทษแก่ทีมเยือน ทว่านาที 26 มาลินอฟสกี้ ห้องเครื่องชาวยูเครนดันยิงจุดโทษไม่ดีไปติดเซฟ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า นายด่านมิลานทำให้สกอร์ยังเป็น "ปีศาจแดงดำ" นำอยู่ 1-0

 กระนั้น อตาลันต้า ที่โหมบุกอย่างหนักมาพังประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จในนาที 34 จากจังหวะที่เรโม่ ฟรอยเลอร์ ซัดไปติดติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่นก่อนบอลจะไปเข้าทาง ดูวาน ซาปาต้า ใช้ความแข็งแกร่งเบียดเข้าไปยิงผ่านมือ ดอนมารุมน่า เข้าไป

    จบครึ่งแรก เอซี มิลาน ยังเสมอกับ อตาลันต้า 1-1

    กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาที 53 มิลาน เกือบได้เสียวหลัง รุสลัน มาลินอฟสกี้ จ่ายต่อให้ มาร์เท่น เดอ รอน กดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งไปติดบล็อค ซิม่อน เคียร์

    นาที 73 "ปีศาจแดงดำ" พลาดเม็ดที่สองอีกหลังบอลสวนกลับเล่น ราฟาเอล เลเอา พาบอลขึ้นมาถึงหน้ากรอบของ อตาลันต้า ก่อนจะไหลออกซ้ายให้ จาโคโม โบนาเวนตูร่า ตัวสำรองอัดด้วยซ้ายเต็มแรงบอลพุ่งชนเสาก่อนโดนตัว ปิแอร์ลุยจิ โกลลินี่ ออกหลังไป

    ช่วงท้ายเม เจ้าบ้านไม่สามารถเจาะแนวรับของ อตาลันต้า ได้ทำให้ผู้ตัดสินเป่าจบเกมเป็นอันว่า เอซี มิลาน เสมอกับ อตาลันต้า 1-1 แบ่งแต้มกันไป ทำให้ "ปีศาจแดงดำ" ยึดอันดับ 6 มี 60 คะแนน ส่วน อตาลันต้า รั้งรองจ่าฝูงมี 75 แต้ม ซึ่งหาก "ม้าลาย" คว้าหนึ่งคะแนนในเกมเจอกับ ซามพ์โดเรีย ในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.นี้ จะคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ทันที

 

5ตัวเลือกน่าสนใจลิเวอร์พูลดึงทดแทนลอฟเรน

เปิด 5 ตัวเลือกน่าสนใจที่ ลิเวอร์พูล ควรดึงมาทดแทน เดยัน ลอฟเรน หลังเจ้าตัวอำลาถิ่น แอนฟิลด์ ไปค้าแข้งในลีกรัสเซีย กับ เซนิตฯ เรียบร้อย
    เดยัน ลอฟเรน ปราการหลังชาวโครเอเชีย อำลา ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไปเล่นให้กับ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ทีมดังของรัสเซีย เรียบร้อยจากการประกาศของเว็บไซด์ลิเวอร์พูล

    เวลานี้ ลอฟเรน กลายเป็นตัวเลือกอันดับท้ายๆ ในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต่อจาก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ และ โฌแอล มาติป ไปแล้ว หลังเจ้าตัวย้ายมาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2014 และลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ไปแล้ว 185 นัด ทำได้ 8 ประตู 

    หาก ลอฟเรน วัย 31 ปี อำลาถิ่น แอนฟิลด์ ไปแล้วล่ะก็ "หงส์แดง" คงต้องหาเซนเตอร์แบ็กมาเสริมทัพ และนี่คือ 5 ตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยพิจารณาจากค่าตัวที่ไม่แพง หรือมาจากสโมสรเอง

    1. เบน ไวท์ (ไบรท์ตัน)

    ลิเวอร์พูล ตกเป็นข่าวตามให้ความสนใจ ไวท์ วัย 22 ปี มาได้สักระยะแล้ว และอาจเดินหน้าดึงมาเสริมทัพหลังจบฤดูกาลนี้ โดยค่าตัวน่าจะอยู่ในหลัก 20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 800 ล้านบาท)

    ไวท์ ไปเล่นให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด แบบยืมตัวในฤดูกาลนี้ และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ "ยูงทอง" เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก ซีซั่นหน้า

    กองหลังชาวเมืองผู้ดี ลงเล่นใน แชมเปี้ยนชิพ ไป 46 นัด ทำได้ 1 ประตู และอยู่ในสนามทุกนาที โดยนอกจากเป็นเซนเตอร์แบ็กแล้วนั้น ยังสามารถขยับไปเล่นแบ็กขวาและกองกลางตัวรับได้อีกด้วย

    2. มาล็อง ซาร์ (ไร้สังกัด)

    กองหลังชาวฝรั่งเศส วัย 21 ปี กำลังเป็นนักเตะไร้สังกัด หลังเพิ่งหมดสัญญากับ นีซ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทำให้สามารถย้ายไปอยู่กับทีมไหนก็ได้แบบไม่มีค่าตัว

    ในเวลานี้มีทีมอย่าง อินเตอร์ มิลาน และ อาร์เซน่อล เล็งดึง ซาร์ ไปเสริมทัพ เพราะมีดีกรียอดเยี่ยมติดทีมชาติฝรั่งเศส ชุดเด็กมาแล้วแทบทุกรุ่นตั้งแต่ชุดอายุต่ำกว่า 16 ปี จนมาถึง 21 ปี

    ซาร์ มีค่าเฉลี่ยตัดบอลได้ 1.9 ครั้งต่อเกม และผ่านบอลแม่นยำ 90.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเข้ากับแนวทางการเล่นของ คล็อปป์ แถมยังฟรีด้วย ทำให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ

    3. เซปป์ ฟาน เดน แบร์ก (ลิเวอร์พูล)

    "หงส์แดง" คว้า เซปป์ ฟาน เดน แบร์ก ปราการหลังดาวรุ่งชาวฮอลแลนด์ วัย 18 ปี มาจาก พีอีซี ซโวลล์ เมื่อปีที่แล้ว ด้วยค่าตัวเบื้องต้น 1.3 ล้านปอนด์ (ประมาณ 52 ล้านบาท)

    ฟาน เดน แบร์ก ได้รับการยกย่องว่าเป็นกองหลังอนาคตไกล เพราะเล่นลูกกลางอากาศได้เยี่ยม, มีความเร็ว และผ่านบอลดี

    ในฤดูกาลนี้ ฟาน เดน แบร์ก ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล 4 เกมในฟุตบอลถ้วย และทำผลงานเข้าตา คล็อปป์ ส่งผลให้ซีซั่นหน้าคงจะได้โอกาสมากขึ้น

    4. คี-ยาน่า ฮูแฟร์ (ลิเวอร์พูล)

    ฮูแฟร์ วัย 18 ปี ซึ่งเกิดที่นครอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ และมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่ปี 2018 สามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก และแบ็กขวา

    กองหลังดัตช์ เล่นให้ "หงส์แดง" นัดแรกในเกม เอฟเอ คัพ ที่พบกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส เมื่อฤดูกาล 2018/19 ก่อนทำประตูแรกให้กับชุดใหญ่ได้ในเกมชนะ มิลตัน คีย์น ดอนส์ 2-0 ถ้วย คาราบาว คัพ ช่วงต้นฤดูกาล

    หาก ลิเวอร์พูล ไม่ต้องการทุ่มเงินไปกับการซื้อเซนเตอร์แบ็กคนใหม่ล่ะก็ เจ้าหนู ฮูแฟร์ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

    5. ฟาบินโญ่ (ลิเวอร์พูล)

    ฟาบินโญ่ เคยเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็กมาแล้ว และทำผลงานได้ดีด้วย ทำให้ถ้า ลอฟเรน ย้ายออกไปก็มีโอกาสที่ คล็อปป์ จะถอยกองกลางบราซิเลียน มาเล่นเป็นกองหลัง

    นอกจากนั้น ถ้า ลิเวอร์พูล ได้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาร่วมทีมก็จะทำให้แผงกองกลางมีตัวเลือกมากมาย และ คล็อปป์ ก็สามารถถอย ฟาบินโญ่ มายืนเป็นเซนเตอร์แบ็กในสถานการณ์ที่จำเป็น

    ฟาบินโญ่ เชี่ยวชาญในเรื่องการเล่นเกมรับ โดยมีสถิติเข้าสกัด 2.3 ครั้งต่อเกม และชนะลูกดวลกลางอากาศ 60 เปอร์เซ็นต์ในฤดูกาล 2019/20 ทำให้ไม่มีปัญหาถ้าต้องมาเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็ก

20 แอสซิสต์! ‘เดอ บรอยน์’ทาบสถิติตลอดกาลอองรี

จอมทัพเรือใบสีฟ้าทาบสถิติแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกที่ทำไว้โดย เธียร์รี อองรี หลังจ่ายให้เพื่อนทำอีกประตูในเกมลีกนัดส่งท้ายฤดูกาล
เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ของแมนฯ ซิตี้ ทาบสถิติแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกใน 1 ซีซัน ซึ่งทำไว้โดย เธียร์รี อองรี ตำนานดาวยิงอาร์เซนอล

กองกลางเบลเยียมทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในเกมลีกนัดส่งท้าย เมื่อทำ 2 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ ช่วยเรือใบสีฟ้าเปิดบ้านไล่ถล่ม นอริช ซิตี้ ที่ตกชั้นไปแล้ว 5-0

นั่นทำให้ดาวเตะวัย 29 ทำแอสซิสต์ในลีกฤดูกาลนี้ไปแล้ว 20 ครั้ง เทียบเท่าสถิติสูงสุดตลอดที่อดีตกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสเคยทำไว้ในฤดูกาล 2002-03 ทันที

โอบาเบิ้ล! อาร์เซน่อลเจ๋งแซงดับเชลซี10คน ผงาดเอฟเอ คัพ สมัยที่14

ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กัปตันทีมของ "ปืนใหญ่" เหมาคนเดียวสองประตูพาทีมแซงเอาชนะ เชลซี ที่เหลือแค่ 10 คน 2-1 ส่งผล มิเกล อาร์เตต้า คว้าโทรฟี่แรกของตัวเองในฐานะกุนซือ และพา อาร์เซน่อล ผงาดคว้าแชมป์รายการนี้สูงสุดเป็นสมัยที่ 14 คว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า ยูโรปาลีก ฤดูกาลหน้าสำเร็จ ในศึกเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม (สนามกลาง)

    ศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ประจำฤดูกาล 2019-20 เป็นการดวลกันของสองทีมจากลอนดอนระหว่าง อาร์เซน่อล แชมป์สูงสุด 13 สมัย ที่รอบตัดเชือกเอาชนะ "เรือใบสีฟ้า" 2-0 เข้ามาชิงดำพบกับ "สิงห์บลูส์" แชมปรายการนี้ 8 สมัย ซึ่งปราบ "ปีศาจแดง" มาในรอบรองชนะเลิศ 3-1

    เกมนี้ มิเกล อาร์เตต้า วาง อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ เป็นหน้าเป้าและให้ นิโกล่าส์ เปเป้ และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กัปตันทีมทำเกมรุกริมเส้น เช่นเดียวกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของสิงห์บลูส์วางสามประสานแนวรุกเป็น เมสัน เมาน์ท, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และ คริสเตียน พูลิซิช

    สตาร์ทเกมครึ่งแรก มาแค่ 3 นาที อาร์เซน่อล ได้ทักทายก่อนหลัง เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส ครอสบอลมาเสาแรกให้  โอบาเมย็อง สะบัดโขกเสาแรกแต่บอลหลุดกรอบออกไป

    อีกนาทีต่อมา "สิงห์บลูส์" เกือบได้ชิงขึ้นนำก่อนหลัง กรานิต ชาคา เสียบอลโดน เมสัน เมาน์ท แย่งบอลก่อนลากเข้าไปซัดนอกกรอบกว่า 20 หลาบอลพุ่งจะเสียบเสาแรกอยู่แล้วแต่ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ โชว์ซูเปอร์เซฟบินปัดออกไปได้

    กระนั้น แค่นาทีที่ 5 เชลซี มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้บอลจาก คริสเตียน พูลิซิช ออกซ้ายให้ เมสัน เมาน์ท ปาดเข้ากลางไปแฉลบแข้งไอ้ปืนใหญ่ก่อนมาถึง ชิรูด์ ดีดคืนหลังให้ พูลิซิช ที่ตามมาซัดด้วยขวาผ่านตัว มาร์ติเนซ เข้าไป

      นาที 17 ดานี่ เซบายอส เรียกฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษของเชลซีได้ ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาปั่นด้วยขวาข้ามกำแพงเฉียดคานไปแบบได้เสียว

     นาที 25 นิโกล่าส์ เปเป้ วิ่งมาปั่นด้วยซ้ายเข้าเสียบมุมตาข่ายอย่างงามหยดไปแล้ว ทว่าผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะที่ เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส ล้ำหน้าไปก่อน

    กระนั้น อีกนาทีถัดมา "ปืนใหญ่" มาได้ลูกที่จุดโทษหลัง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ไปดึง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ในกรอบเขตโทษ แอนโธนี่ เทย์เลอร์ เป่าให้จุดโทษพร้อมรอสัญญาณจาก VAR ก่อนจะยืนยันให้อาร์เซน่อลได้และเป็น โอบาเมย็อง ที่ยิงเสียบมุมเข้าไปให้ อาร์เซน่อล ไล่ตีเสมอ เชลซี 1-1 ในนาทีที่ 28

    นาที 35 แฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง  อัซปิลิกวยต้า กัปตันทีมเชลซีมีอาการบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหวต้องส่ง อันเดรียส คริสเตนเซ่น

    นาที 36 "สิงห์บลูส์" โต้กลับขึ้นมาอีกครั้ง อลอนโซ่ แทงบอลลึกให้ เมสัน เมาน์ท จ่ายคืนหลังมาให้ จอร์จินโญ่ วิ่งมาอัดด้วยขวาบอลเหินคานออกไปไกล

    นาที 45 นิโกล่าส์ เปเป้ เรียกฟรีคิกให้ปืนใหญ่ได้บอลเส้น 18 หลา ก่อนที่ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ จะลองซัดด้วยขวาไปเสาไกลบอลผ่านกำแพงติดไซด์ก้อยออกไป

    จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล เสมอกับ เชลซี 1-1

    กลับมาบู๊ต่อในครึ่งหลัง แค่นาทีที่ 46 สิงห์บลูส์เกือบแซงขึ้นนำหลัง คริสเตียน พูลิซิช ควบพาบอลจากครึ่งสนามเข้าไปซัดด้วยขวาแต่บอลหลุดกรอบออกไป และจากจังหวะนี้ทำให้เจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังต้นขาจนเล่นต่อไม่ไหว ก่อนที่นาทีต่อมา แลมพาร์ด จะเปลี่ยนคนที่สองส่ง เปโดร ลงมาเล่นแทน

    นาที 62 เปโดร ควบบอลเข้ามาหน้ากรอบเขตโทษไอ้ปืนใหญ่ก่อนจะดึงจังหวะแล้วจ่ายออกขวาให้ รีซ เจมส์ เติมขึ้นมาซัดเต็มแรงบอลเหินคานออกไปไกล

    นาที 67 กลายเป็น อาร์เซน่อล แซงขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะที่ เอคตอร์ เบเยริน กระชากบอลโซโล่เดี่ยวขึ้นมาก่อนที่บอลจะทะลักไปเข้าทาง เปเป้ แล้วจ่ายขวางมาให้ โอบาเมย็อง ล็อคขวาหนี คูร์ท ซูม่า ก่อนจะชิพด้วยซ้ายผ่านตัว วิลลี่ กาบาเยโร่ เข้าไปอย่างเหนือชั้นเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้

    นาที 73 สถานการณ์ของ เชลซี ต้องแย่ลงไปอีกหลังต้องมาเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน เมื่อ มาเตโอ โควาซิช โดนใบเหลืองที่สองจากจังหวะไปย่ำเท้าใส่ กรานิต ชาคา จนเป็นใบแดงถูกไล่ออกจากสนาม

    ท้ายเกม นาที 88 อาร์เซน่อล ต้องเปลี่ยนเอา ดาวิด ลุยซ์ ออกหลังมีอาการเจ็บก่อนจะส่ง โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส ลงไปคุมหลังแทน

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม อาร์เซน่อล แซงเอาชนะ เชลซี ที่เหลือ10คน 2-1 คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 14 อีกทั้งยังคว้าสิทธิ์ไปเล่นถ้วยยูโรปาลีกในฤดูกาลหน้าสำเร็จ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์ (โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส น.88), คีแรน เทียร์นี่ย์ (เซอัด โคลาซินัช น.90+13) – เอคตอร์ เบเยริน, ดานี่ เซบายอส, กรานิต ชาคา, เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส – นิโกล่าส์ เปเป้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ (เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ น.82)

        ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า    

        เชลซี (3-4-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า (อันเดรียส คริสเตนเซ่น น.35), อันโตนิโอ รือดิเกอร์ (คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย น.78), คูร์ท ซูม่า – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, มาร์กอส อลอนโซ่ – เมสัน เมาน์ท (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.79), โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทมมี่ อบราฮัม น.78), คริสเตียน พูลิซิช (เปโดร น.49) 

        ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

        ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์

ป็อปปูลาร์!เผยทีมพรีเมียร์ลีกคนพิมพ์หาเยอะสุด

ฟุตตี้ดอตคอม เว็บไซต์เกี่ยวกับวงการฟุตบอลรายหนึ่ง สำรวจความนิยมของทีม พรีเมียร์ลีก ประจำซีซั่นนี้ ด้วยการดูผ่านการพิมพ์หาชื่อบนอินเตอร์เน็ตของแต่ละทีมในทุกประเทศทั่วโลกช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยทีมที่ป็อปปูลาร์มากที่สุดคือ แมนฯ ยูไนเต็ด ส่วนที่ 2 กับ 3 ตกเป็นของ เชลซี และ ลิเวอร์พูล ตามลำดับ
     แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019-20 ที่มีคนค้นหาชื่อผ่านทางอินเตอร์เน็ตเยอะที่สุดในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ตามการศึกษาของ ฟุตตี้ดอตคอม เว็บไซต์เกี่ยวกับวงการฟุตบอลรายหนึ่ง

    ฟุตตี้ดอตคอม  ศึกษาด้วยการดูว่าประชากรในแต่ละประเทศทั่วโลกพิมพ์หาชื่อทีมไหนเยอะที่สุด โดยทีมที่มีคนค้นหาเยอะที่สุดในแต่ละประเทศจะได้ 100 คะแนน ส่วนที่เหลือก็จะได้คะแนนลดหลั่นลงมา แล้วจากนั้นค่อยเอาคะแนนจากการวัดในแต่ละประเทศมารวมเป็นคะแนนในแต่ละทวีป ก่อนที่จะสรุปด้วยการรวมคะแนนของทุกโซน

    ทั้งนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้คะแนนรวมถึง 14,453 คะแนน โดยพวกเขายังได้คะแนนเยอะที่สุดในทุกทวีปด้วย ส่วนทีมที่เป็นอันดับ 2 ในชาร์ตคะแนนรวมคือ เชลซี ที่ได้ไป 13,280 แต้ม ขณะที่ ลิเวอร์พูล ตามมาเป็นอันดับ 3 ด้วยจำนวน 11,833 คะแนน

 

แมนยูอย่าช้า!จีนาสชี้ใครเหมาะยืนเซนเตอร์คู่แม็กไกวร์

ท่ามกลางกระแสข่าวการเสริมทัพในแดนหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด เจอร์เมน จีนาส อดีตมิดฟิลด์ชาวอังกฤษ ก็แสดงความเห็นว่า ยาน แฟร์ต็องเก้น เหมาะกับการเป็นคู่หูของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แถมยังเป็นดีลที่คุ้มค่าสุดๆ จากการที่ตอนนี้ แฟร์ต็องเก้น เป็นนักเตะไร้สังกัด
    เจอร์เมน จีนาส อดีตกองกลางชาวอังกฤษ แสดงความเชื่อว่า ยาน แฟร์ต็องเก้น กองหลังไร้สังกัด จะเป็นคู่หูที่ดีของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    แฟร์ต็องเก้น เพิ่งหมดสัญญากับ สเปอร์ส จนทำให้ตอนนี้เจ้าตัวกลายเป็นนักเตะไร้สังกัด โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแข้งวัย 33 ปีจะไปเล่นให้ทีมไหนต่อ ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีข่าวว่ากำลังมองหาเซนเตอร์แบ็กสักคนเพื่อมาเป็นคู่หูของ แม็กไกวร์ หลังจากที่ทั้ง แม็กไกวร์ และ ลินเดอเลิฟ 2 เซนเตอร์แบ็กตัวหลักของ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่างก็เป็นคนที่มีสไตล์การเล่นแบบเดียวกัน จนทำให้มีจังหวะผิดพลาดในบางครั้ง

    จีนาส เผยว่า "ผมตามชมเขาอยู่เสมอ แต่ขอโทษทีนะที่ผมต้องขอบอกอีกครั้งว่า ยาน แฟร์ต็องเก้น ที่เป็นนักเตะไร้สังกัดน่ะเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟของฟรีที่ดีที่สุดในตอนนี้เลย ถ้าคุณทำให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไปยืนเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟฝั่งขวาได้ และหาเซนเตอร์ฮาล์ฟที่เล่นกับบอลได้จริงๆ ไปยืนเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟฝั่งซ้ายได้แล้วล่ะก็ มันก็จะมีผลกับทีม แม้ว่ามันจะมีผลนิดหน่อยแต่มันก็อาจจะเปลี่ยนหลายอย่างให้พวกเขาได้เลย แถมตอนนี้เขาก็เป็นนักเตะไร้สังกัดอีก"

    "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รู้ดีว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ พวกเขาจะมีแผนที่เหมาะกับทีม แต่ในด้านเกมรับแล้วพวกเขายังอยู่ห่างจากคำว่าทำได้ดีไปเยอะเลย ผมรู้ดีว่าเขา (แฟร์ต็องเก้น) เก่งแค่ไหน ผมงงสุดๆ ในทุกครั้งที่เขาทำได้เพียงนั่งดูเกมอยู่บนอัฒจันทร์ เพราะผมรู้ดีว่าเขาเป็นนักเตะที่เก่งแค่ไหน ผมเคยเล่นร่วมกับเขามาแล้ว ผมเคยเห็นเขาเล่นด้วยตาตัวเอง และตอนนี้เขาก็เป็นนักเตะแบบไร้ค่าตัวอีก มันเป็นดีลที่สมเหตุสมผลสุดๆ"